国際交流基金バンコク日本文化センター
  日本語部
 
日本語を勉強している皆さんへ 日本語教師の皆さんへ ニュースレター 日本語パートナーズ

เข้าใจ "การสอบวัดระดับความรู้ภาษาญี่ปุ่นแบบใหม่" ในเวลา 30 นาที

          การสอบวัดระดับภาษาญี่ปุ่นจะจัดขึ้น 2 ครั้ง คือเดือนกรกฎาคม และเดือนธันวาคม โดยผู้สอบสามารถทำการสมัครและสอบได้ตามระดับความสามารถของตนเอง แต่ก่อนที่จะสอบขอให้ทุกคนลองมาทำความเข้าใจการสอบวัดระดับความรู้ภาษาญี่ปุ่นแบบใหม่กันก่อน
          (บทความส่วนหนึ่งจาก "เข้าใจการสอบวัดระดับความรู้ภาษาญี่ปุ่นแบบใหม่ในเวลา 30 นาที" จากนิตยสารตะวันฉบับที่ 50 ประจำเดือนมีนาคม 2553 )

  1. สอบระดับไหนดี
  2. ต้องระวังเรื่องวิชาสอบและคาบสอบ
  3. จะทราบระดับความสามารถภาษาญี่ปุ่นของตัวเองได้อย่างไรจากการสอบนี้
  4. การวัดผล
  5. มีโจทย์แบบใหม่ด้วย

1. สอบระดับไหนดี
          ข้อสอบวัดระดับความรู้ภาษาญี่ปุ่นแบบใหม่ เป็นระบบการสอบแบบ 5 ระดับ นอกจากนี้ยังมี "เกณฑ์มาตรฐาน" เพิ่มขึ้นมาด้วย โดยมีเกณฑ์มาตรฐานที่นำเสนอในรูปทักษะ "การอ่าน" "การเขียน" หากเปรียบเทียบกับข้อสอบแบบเก่าแล้ว คำอธิบายค่อนข้างเป็นนามธรรม จึงทำให้เข้าใจยากและไม่รู้ว่าจะเตรียมตัวสอบอย่างไรดี ดังนั้น ในการตัดสินใจเลือกระดับสอบ ให้มองว่าระดับ 4 ของข้อสอบแบบเก่าเท่ากับระดับ N5 ระดับ 3 เท่ากับระดับ N4 ระดับที่อยู่ระหว่างระดับ 3 กับระดับ 2 คือระดับ N3 ระดับ 2 เท่ากับระดับ N2 และระดับ 1 เท่ากับระดับ N1 ดังที่แสดงไว้ในตารางที่ 1 ก็อาจจะได้ สิ่งที่เปลี่ยนแปลงอีกอย่างคือ จะไม่มีการจัดพิมพ์เผยแพร่ "หนังสือเกณฑ์การออกข้อสอบวัดระดับความรู้ภาษาญี่ปุ่น" และ "หนังสือรวมข้อสอบวัดระดับความรู้ภาษาญี่ปุ่นพร้อมเฉลย" เหมือนที่ผ่านมา อย่างไรก็ตามถ้าคิดว่าเกณฑ์การแบ่งระดับของข้อสอบแบบใหม่นั้นไม่ได้แตกต่างไปจากเกณฑ์เดิมมากนัก ยกเว้นระดับ N1 เท่านั้น ที่จะวัดระดับความรู้ภาษาญี่ปุ่นในระดับสูงมากกว่าระดับ 1 ของข้อสอบแบบเก่า กล่าวคือ ผู้ที่สอบได้คะแนนเต็มของระดับ N1 จะมีระดับความรู้ภาษาญี่ปุ่นสูงกว่าผู้ที่สอบได้คะแนนเต็มของระดับ 1 ของข้อสอบแบบเก่าอยู่เล็กน้อย
 
2. ต้องระวังเรื่องวิชาสอบและคาบสอบ
          ข้อสอบแบบเก่าจะแบ่งเนื้อหาการสอบออกเป็น 3 ส่วนคือ วิชาตัวอักษรและคำศัพท์ วิชาการฟัง วิชาการอ่านและไวยากรณ์
          การสอบทั้ง 3 วิชานี้จะแบ่งคาบสอบแยกกัน คะแนนสอบก็จะแยกตามแต่ละวิชาซึ่งทำให้เข้าใจได้ง่าย ว่าในแต่ละวิชาได้คะแนนเท่าไร ส่วนข้อสอบแบบใหม่นั้น การกำหนดส่วนวิชาและคาบเวลาที่ใช้สอบจริงรวมทั้งการระบุคะแนนสอบค่อนข้างจะเข้าใจยาก จึงจำเป็นจะต้องมีความระมัดระวัง
          ตามด้านขวาของตารางที่ 2 จะเห็นได้ว่าวิธีการแจงคะแนนสอบของข้อสอบแบบใหม่จะต่างกันไปในแต่ละระดับ ระดับ N1 ถึง N3 จะแบ่งเป็น 3 ส่วน คือ
          วิชาความรู้ตัวภาษา (ตัวอักษร + คำศัพท์ + ไวยากรณ์) วิชาการอ่าน วิชาการฟัง คะแนนเต็มแต่ละวิชาคือ 60 คะแนน คะแนนเต็มรวมทั้งหมด 180 คะแนน
          ระดับ N4 และ N5 นั้นจะรวมวิชาความรู้ตัวภาษา (ตัวอักษร + คำศัพท์ + ไวยากรณ์) และวิชาการอ่านเป็นวิชาเดียวกัน โดยมีคะแนนรวม 120 คะแนน และนำไปรวมกับคะแนนของวิชาการฟัง 60 คะแนน คะแนนเต็มรวมทั้งหมด 180 คะแนน ในระดับนี้จะไม่สามารถแยกคะแนนของวิชาความรู้ตัวภาษา (ตัวอักษร + คำศัพท์ + ไวยากรณ์) และวิชาการอ่านได้
          ถัดไปคือ คาบสอบ ด้านซ้ายของตารางที่ 2 จะเห็นว่าคาบสอบในแต่ละระดับจะต่างกัน เช่น N1 และ N2 จะแบ่งเวลาสอบออกเป็น 2 คาบ คือ คาบสอบของวิชาความรู้ตัวภาษา (ตัวอักษร + คำศัพท์ + ไวยากรณ์) กับวิชาการอ่าน และคาบสอบของวิชาการฟัง
          สำหรับ N3 N4 N5 นั้น จะแบ่งคาบสอบออกเป็น 3 คาบ คือ คาบสอบของวิชาความรู้ตัวภาษา (ตัวอักษร + คำศัพท์) คาบสอบของวิชาความรู้ตัวภาษา (ไวยากรณ์) กับวิชาการอ่าน และคาบสอบวิชาการฟัง
          สาเหตุที่ตั้งแต่ระดับ N3 ลงมา ไม่จัดให้วิชาความรู้ตัวภาษา (ตัวอักษร + คำศัพท์ + ไวยากรณ์) กับวิชาการอ่านอยู่ในคาบสอบเดียวกันนั้น อาจเป็นไปได้ว่าโจทย์ในแต่ละส่วนจะเป็นตัวช่วยให้กับส่วนอื่นๆ ดังนั้น จึงไม่สามารถจัดให้สอบในคาบเดียวกันได้
          ตามที่ได้กล่าวข้างต้น สิ่งที่เปลี่ยนแปลงจะเป็นอย่างไร ขอให้เปรียบเทียบข้อมูลด้านซ้ายกับด้านขวาของตารางที่ 2 จะเห็นได้ว่ามีความเหลื่อมของคาบสอบและการแสดงคะแนนสอบในแต่ละระดับ ตัวอย่างเช่น ระดับ N3 จะนำคะแนนของวิชาความรู้ตัวภาษา (ตัวอักษร + คำศัพท์) ที่สอบในคาบแรกไปรวมกับคะแนนของวิชาความรู้ตัวภาษา (ไวยากรณ์) ที่สอบในคาบที่สอง จะเป็นคะแนนของวิชาความรู้ตัวภาษา (ตัวอักษร + คำศัพท์ + ไวยากรณ์) ซึ่งมีคะแนนเต็ม 60 คะแนน ส่วนคะแนนของวิชาการอ่านที่สอบในคาบที่สองจะแยกคิดคะแนนออกมาต่างหาก จึงมีความเป็นไปได้ว่าผู้สอบอาจรู้สึกว่าทำได้ในเวลาสอบ แต่ผลของคะแนนที่สอบได้จริงนั้นอาจไม่ตรงกับความรู้สึก ดังนั้นครูผู้สอนจึงควรจะต้องทำความเข้าใจเรื่องนี้ให้ดี และแจ้งให้ผู้เรียนทราบไว้ก่อนล่วงหน้า
 
3. จะทราบระดับความสามารถภาษาญี่ปุ่นของตัวเองได้อย่างไรจากการสอบนี้
          กรุณาดูตารางที่ 3 ตารางนี้เป็นส่วนหนึ่งของใบแจ้งผลสอบระดับ N4 และ N5 ตามที่ได้กล่าวมาแล้วว่าจะไม่ระบุคะแนนสอบของวิชาความรู้ตัวภาษา (ตัวอักษร + คำศัพท์ + ไวยากรณ์) กับวิชาการอ่านแยกออกเป็นคะแนนของวิชาความรู้ตัวภาษา (ตัวอักษร + คำศัพท์ + ไวยากรณ์) และคะแนนวิชาการอ่าน แต่ในใบแจ้งผลสอบนี้ นอกจากจะระบุคะแนนสอบในแต่ละวิชาแล้ว ยังมีส่วนข้อมูลอ้างอิงอีกด้วย และข้อมูลนี้จะแสดงระดับโดยคร่าวๆ ว่าผู้สอบทำข้อสอบในส่วนตัวอักษรและคำศัพท์ ส่วนไวยากรณ์ และส่วนการอ่านได้มากน้อยเพียงใด โดยจะแบ่งออกเป็น 3 ระดับ คือ A-C ซึ่งทำให้ผู้สอบทราบว่าตนเองทำข้อสอบภาษาญี่ปุ่นส่วนไหนได้ดี ส่วนไหนทำไม่ค่อยได้
          "การวัดความสามารถในการสื่อสารเพื่อให้ภารกิจลุล่วง" ได้ถูกยกขึ้นมาเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญของการปรับเปลี่ยนข้อสอบแบบใหม่ กล่าวคือ เป็นการวัดความสามารถในการสื่อสารเพื่อประกอบภารกิจต่างๆ ในชีวิตประจำวันด้วยการใช้ภาษาญี่ปุ่น เพื่อที่จะวัดความสามารถในการสื่อสาร จะเห็นได้ว่าข้อสอบแบบใหม่จะให้ความสำคัญกับ "การอ่าน" และ "การฟัง" มากกว่าข้อสอบแบบเก่า โดยเฉพาะอย่างยิ่ง "การฟัง" ซึ่งก่อนหน้านี้มีสัดส่วน 100 คะแนนจากคะแนนเต็ม 400 คะแนน แต่ข้อสอบแบบใหม่นี้ "การฟัง" มี 60 คะแนนจากคะแนนเต็ม 180 คะแนน คิดเป็น 1 ใน 3 ของคะแนนรวมเลยทีเดียว
          ส่วนเรื่อง "ความสามารถในการสื่อสาร" นั้น ใน "Can-do List ของข้อสอบวัดระดับความรู้ภาษาญี่ปุ่น" ที่จะนำออกเผยแพร่ต่อจากนี้ จะระบุว่าผู้ที่สอบผ่านในแต่ละระดับจะมีความสามารถใช้ภาษาญี่ปุ่นทำอะไรได้บ้าง ซึ่งได้แสดงไว้ในตารางที่ 4 ผู้เขียนหวังเป็นอย่างยิ่งว่าตัวอย่างคำอธิบายทักษะทางภาษานี้ คงจะเป็นแนวทางช่วยให้ผู้สอบเข้าใจผลสอบของตนเองได้อย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น
          นอกจากนี้ ข้อสอบแบบใหม่จะมีการ "ปรับเทียบคะแนนสอบ" ด้วย
          การปรับเทียบคะแนนสอบนี้หมายถึงอะไร ตัวอย่างเช่น ผู้ที่มีความสามารถทางภาษาญี่ปุ่นเท่ากับ 100 คะแนนในระดับ N1 ของข้อสอบแบบใหม่ ไม่ว่าจะสอบในปีนี้หรือปีที่แล้วหรือแม้กระทั่งในปีต่อไปก็จะได้ 100 คะแนนเหมือนเดิม หรือพูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ ถ้าผู้สอบสอบทุกครั้งและนำคะแนนสอบบางครั้งมาเปรียบเทียบกัน จะทราบว่าระดับความสามารถทางภาษาญี่ปุ่นของตนเองนั้นเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร เช่น ผู้ที่สอบได้ 120 คะแนนในครั้งนี้ โดยที่ครั้งก่อนสอบได้ 100 คะแนนในการสอบระดับเดียวกัน จะทราบได้ว่าความสามารถทางภาษาญี่ปุ่นของตนเองนั้นได้พัฒนาขึ้นจริง
 
4. การวัดผล
           ข้อสอบแบบเก่าจะวัดผลจากคะแนนรวมทั้งหมด คือ ระดับ 1 คะแนนสอบจะต้องได้ตั้งแต่ 70% เป็นต้นไป ระดับอื่น ๆ นั้นจะต้องได้ตั้งแต่ 60% เป็นต้นไป จึงจะถือว่าสอบผ่าน ถือว่าเป็นเกณฑ์วัดผลที่เรียบง่าย แต่ข้อสอบแบบใหม่จะมีการเปลี่ยนแปลงเกณฑ์วัดผลโดยพิจารณา 2 ส่วนประกอบกันคือ คะแนนสอบรวมและคะแนนมาตรฐานในแต่ละวิชา ดังนั้น แม้ว่าคะแนนสอบรวมจะผ่านเกณฑ์ที่กำหนด แต่ถ้ามีวิชาใดวิชาหนึ่งไม่ผ่านเกณฑ์คะแนนมาตรฐานของวิชานั้นๆ แม้เพียงวิชาเดียวก็ตาม จะถือว่าสอบไม่ผ่าน ไม่ว่าคะแนนสอบรวมจะสูงมากเพียงใด ถ้าวิชา "การฟัง" ได้ 0 คะแนนก็จะถือว่าสอบไม่ผ่าน เนื่องจาก "ความสามารถในการสื่อสารเพื่อให้ภารกิจลุล่วง" จำเป็นต้องมีความสมดุลย์ในทักษะต่างๆ จึงได้มีการกำหนดเกณฑ์มาตรฐานเช่นนี้เอาไว้ สำหรับเกณฑ์วัดผลของคะแนนสอบรวมและคะแนนมาตรฐานในแต่ละวิชานั้นจะแจ้งให้ทราบต่อไปเมื่อได้กำหนดเป็นที่แน่นอนแล้ว
 
5. มีโจทย์แบบใหม่ด้วย
           โจทย์ของข้อสอบแบบใหม่จะมีรูปแบบที่คล้ายกับโจทย์ของข้อสอบแบบเก่าเป็นส่วนใหญ่ แต่จะมีโจทย์รูปแบบใหม่ที่ไม่เคยออกในข้อสอบแบบเก่ามาก่อนด้วย ซึ่งแน่นอนว่าเป็นโจทย์ที่คิดขึ้นมาใหม่เพื่อเป็น "การวัดความสามารถในการสื่อสารเพื่อให้ภารกิจสำเร็จลุล่วง" นั่นเอง
           นอกจากการสอบวัดระดับภาษาญี่ปุ่นนอกจากจะเปลี่ยนจากแบบ 4 ระดับเป็นแบบ 5 ระดับแล้ว ก็ยังมีจุดเปลี่ยนแปลงหลายประการดังที่กล่าวมาแล้ว แม้ข้อสอบจะเปลี่ยน แต่ก็ใช่ว่าภาษาญี่ปุ่นจะเปลี่ยนด้วย และแม้ข้อสอบจะเปลี่ยนแต่ก็ใช่ว่าเนื้อหาภาษาญี่ปุ่นที่เราเรียนกันจะเปลี่ยนไปด้วย ข้อสอบแบบใหม่นั้นจะบอกระดับความสามารถของเราได้อย่างถูกต้องแม่นยำกว่าเดิม และข้อสอบแบบใหม่นี้จะช่วยให้ทุกคนเห็นความสามารถทางด้านภาษาญี่ปุ่นของตัวเองและผู้อื่นได้อย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น


รายละเอียดเกี่ยวกับการสอบเพิ่มเติม http://www.jlpt.jp/ (日本語能力試験ข้อมูลเป็นภาษาญี่ปุ่น และภาษาอังกฤษ)
รายละเอียดเกี่ยวกับการสมัครเพิ่มเติม http://school.ojsat.or.th/jlpt.php (สมาคมนักเรียนเก่าญี่ปุ่น ในพระบรมราชูปถัมภ์)
 

The Japan Foundation, Bangkok
10th Fl. Serm-Mit Tower, 159 Sukhumvit 21 Rd., Bangkok 10110, THAILAND
Tel: (662) 260-8560-4, Fax: (662) 260-8565
Website: http://www.jfbkk.or.th
Facebook: http://www.facebook.com/jfbangkok
Twitter: http://www.twitter.com/JFBKK

© copyright The Japan Foundation, Bangkok
All rights reserved. No reproduction or republication without written permission