Japan Foundation Bangkok

“ปราถนา : ภาพเหมือนการเข้าสิง” ละครเวทีดัดแปลงจากนวนิยายของอุทิศ เหมะมูล โดยโทชิกิ โอกาดะ นักเขียน/ ผู้กำกับกับแห่งคณะละครเชลฟิตช์ [ปฐมทัศน์ ณ กรุงเทพฯ]

นวนิยายต้นฉบับ : อุทิศ เหมะมูล × เขียนบทและกำกับการแสดง : โทชิกิ โอกาดะ

 

 

“ปรารถนา : ภาพเหมือนการเข้าสิง”

 

World Premiere: Bangkok Performance

 

 

การมีชีวิต การสรรค์สร้าง ล้วนคือการตั้งคำถามต่อยุคสมัย

วันที่เผยความอับอายต่อตัณหาในชีวิต/เพศ ย่อมคือวันหลุดพ้นเช่นกัน

ภาพเหมือนตนของเหล่าเรา จะถูกร่างระบายโดยสองศิลปินผู้เกิดในยุค 70

 

 

【 รอบปฐมทัศน์โลก 】

เปิดการแสดงครั้งแรกที่กรุงเทพมหานคร วันที่ 22 – 26 สิงหาคม 2561
ณ ศูนย์ศิลปการละครสดใส พันธุมโกมล คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

 

 

Official website   http://pratthana.net

 

 

สอบถามรายละเอียดเกี่ยวกับละครเวที

สอบถามรายละเอียด : +81-(0)3-6825-1223 (ภาษาญี่ปุ่นและอังกฤษ)

ติดต่อ : โยโกะ คาวาซากิ (ภาษาญี่ปุ่นและอังกฤษ), พรจิตตรา วงศ์ศรีสวัสดิ์(ภาษาไทย)

Email: pratthanabkk.press@gmail.com  หรือ โทรศัพท์ : 064 316 6295

 

จองบัตรเข้าชม

โทรศัพท์ : +66-(0)64 679 6768 (ไทยและอังกฤษ) /  Email: pratthanabkk@gmail.com

 

Download Press release

 

 

 

 

 

 

เกี่ยวกับผลงาน

 

 

สภาวะของเอเชียร่วมสมัยเมื่อสิ่งของ เงินตรา และข้อมูลหลั่งไหลเข้ามาอย่างท่วมท้น ท่ามกลางวังวนการขยายตัวอย่างรวดเร็วของความเป็นเมือง และยุคโลกาภิวัตน์

 

อุทิศ เหมะมูล คือหนึ่งในนักเขียนนวนิยายผู้บ้าพลังที่สุด ณ ปัจจุบัน  เจ้าของรางวัลซีไรต์ และเซเว่น บุ๊ค อวอร์ด

ความสดใหม่ในการถ่ายทอดภาวะจิตใจและตัวตนของเหล่าปัจเจกบุคคลอันคลุมเครือในสภาวะเอเชียดังกล่าว ทำให้ชื่ออุทิศได้รับการยอมรับจากนานาชาติ และก้าวสู่รายนามนักเขียนวรรณกรรมร่วมสมัยแถวหน้าของเมืองไทย

ร่วมด้วย โทชิกิ โอกาดะ ศิลปินชั้นนำของญี่ปุ่น นักการละครผู้กำกับการแสดง ประพันธ์บทละคร นวนิยาย และผู้นำคณะละครเชลฟิตช์ ผู้มีผลงานอย่างต่อเนื่องทั้งในและต่างประเทศ สายตาอันแหลมคมที่ถ่ายทอดชีวิตประจำวัน และมุมมองของคนรุ่นใหม่ในญี่ปุ่นผ่านกลวิธีการละครร่วมสมัยที่ชาญฉลาดของโทชิกิ ทำให้เขาแจ้งเกิดในวงการศิลปะการละครระดับนานาชาติ และเป็นที่จับตามองเรื่อยมา ที่ผ่านมา ผลงานของโทชิกิล้วนสะท้อนให้เห็นถึงความพิถีพิถันของเขาในการสังเกตความจริงที่เผยออกมาผ่านเหตุการณ์ภัยธรรมชาติ หรือปรากฏการณ์ทางสังคมต่างๆ

ทั้งสองได้มารวมตัวกันเพื่อสร้าง “ปรารถนา : ภาพเหมือนการเข้าสิง ผลงานที่อ้างอิงจากนวนิยายเรื่องล่าสุดของอุทิศ ซึ่งมีเนื้อหาเชื่อมโยงกับโทชิกิเป็นอย่างมาก จนเจ้าตัวนำมาดัดแปลงเป็นบทละครและกำกับสร้างเป็นละครเวที ตัวละครหลักของเรื่องคือศิลปินคนหนึ่งผู้ดิ้นรนกับการสร้างสรรค์ผลงานท่ามกลางสภาวะทางสังคมรอบตัว ในขณะเดียวกัน เขาก็ดิ้นรนค้นหาตนเองไปพร้อมกับประสบการณ์การพบและจากลา เรื่องราวจะส่องผ่านให้เห็นถึงความคิดภายใน และอารมณ์ทางเพศของเหล่าตัวละครอย่างฉูดฉาดชัดเจน ซึ่งจะสะท้อนให้เห็นถึงประวัติศาสตร์ของสังคมที่พวกเขาอาศัยอยู่ รวมไปถึงการเปลี่ยนผ่านของภาวะทางการเมือง

การแสดงรอบปฐมทัศน์ของโลกจะจัดแสดงขึ้นที่กรุงเทพมหานคร หลังจากนั้นจะจัดแสดงต่อที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เรียกได้ว่าเป็นผลงานจากคู่ศิลปินที่มีสายตาอันเฉียบคมที่สุดของเวทีงานร่วมสมัย จนวงการศิลปะการแสดงนานาชาติให้ความสนใจเป็นอย่างยิ่ง

 

ในผลงานนี้ ศิลปินทั้งคู่ตั้งคำถามสุดแสนครอบจักรวาลต่อเหล่าปัจเจกบุคคลในสังคมปัจจุบันว่า “อะไรคือการทำงานขั้นพื้นฐานของชีวิต?” เป็นคำถามที่น่าจะกู่ก้องจากกรุงเทพฯ เมืองฟ้าอมรนี้ไปถึงขั้วหัวใจของคนรุ่นราวคราวเดียวกันในมุมโลกอื่นได้บ้าง

 

ส้นแบ่งเขตที่วนเวียนรอบชีวิตหนึ่งในประเด็นของการดัดแปลงผลงาน

 

 

ในงานเขียนของอุทิศนั้น มีประเด็นเรื่องเส้นแบ่งเขตต่างๆ แฝงอยู่ไว้มากมาย ไม่ว่าจะเป็นเส้นแบ่ง “ตนเองกับผู้อื่น” “ชีวิตกับความตาย” “ชายกับหญิง” “อดีตกับอนาคต” “ปัจเจกกับรัฐฐะ” “ฝ่ายควบคุมกับถูกควบคุม” “ตัณหากับสิ่งที่มาสนอง” นับว่าเป็นเหล่าประเด็นที่ไม่ว่าใครในสังคมปัจจุบันก็ต้องได้พบเจอสักครั้งหนึ่งในชีวิต หรืออาจเป็นหนึ่งในต้นเหตุของความลำบากในชีวิตก็ว่าได้ โทชิกิตั้งใจนำประเด็นของเส้นแบ่งเหล่านี้ มาเผยแผ่บนเวทีผ่านการผสมผสานเรื่องราวและการใช้ร่างกายของนักแสดงด้วยกระบวนการศิลปะการละคร

นอกจากนี้ เรายังได้ยูยะ ทซึกะฮาระ แห่งกลุ่มคอนแทค กอนโซ (contact Gonzo) มาร่วมงานเป็นซีโนกราฟเฟอร์ผู้ออกแบบการจัดวางพื้นที่ และองค์ประกอบศิลป์อีกด้วย การแสดงของยูยะเป็นที่รู้จักทั้งในและต่างประเทศจากความบ้าบิ่นที่พวยพุ่งราวกับการหาเรื่องชกต่อย รวมไปถึงจุดแข็งในการถ่ายทอดงานข้ามกรอบขนบ ผ่านสื่อผสมอันหลากหลาย เช่น ร่างกายมนุษย์ พื้นที่ ภาพเคลื่อนไหว เป็นต้น ทักษะของยูยะจะสามารถก่อร่างเส้นแบ่งเขตต่างๆ ทั้ง “พื้นที่บนเวทีกับพื้นที่นอกเหนือจากนั้น” “ความจริงและเรื่องแต่ง” ให้เกิดขึ้นมาบนเวที ห่อล้อมคนดูบ้าง และหายลับไปบ้าง นับว่าไม่มีผู้ร่วมงานใดที่จะเหมาะสมกับการขับเน้นประเด็น “เส้นแบ่งเขต” ไปกว่านี้อีกแล้ว

 

 

เกี่ยวกับผลงาน

 

พ่วงด้วยทีมสร้างสรรค์หลากฝีมือรุ่นใหม่ไฟแรง

 

นักแสดงทั้ง 11 คนที่ผ่านการคัดเลือก ณ กรุงเทพฯ ล้วนต่างวัยและประสบการณ์ ตั้งแต่รุ่นใหม่ไปจนถึงรุ่นใหญ่แถมไม่ได้เป็นนักแสดงเพียงเท่านั้น พวกเขายังบุกเบิกบทบาทอื่นที่ตนเองสนใจด้วยตัวเอง โดยไม่ยึดติดกับขนบการทำงานเดิมๆ ไม่ว่าจะเป็นการแต่งเพลง ออกแบบแสง สร้างงานศิลปะ โปรดิวซ์ ฯลฯ รวมไปถึงการมีส่วนร่วมในกิจกรรมที่รวมหลายสายงานไว้ด้วยกัน

ทีมสร้างสรรค์ประกอบด้วยศิลปินรุ่นใหม่ไฟแรงทั้งไทยและญี่ปุ่น

วิชย อาทมาท รับหน้าที่ผู้ช่วยผู้กำกับ วิชยเป็นผู้กำกับรุ่นใหม่ที่น่าจับตามอง และได้รับรางวัลจากชมรมวิจารณ์ศิลปะการแสดง (IATC – TC) ถึงสองครั้งด้วยกัน เคียวโกะ ฟุจิทานิ หนึ่งในสมาชิกคณะละคร FAIFAI ณ โตเกียว รับหน้าที่ออกแบบเครื่องแต่งกาย เคียวโกะเชี่ยวชาญในการใช้มุมมองที่แปลกใหม่เพื่อออกแบบเครื่องแต่งกายบนเวที ไม่ว่าจะในงานดนตรี ทัศนศิลป์ แดนซ์ หรือละครทั้งในญี่ปุ่นและต่างประเทศ พรพรรณ อารยะวีรสิทธิ์ รับหน้าที่ออกแบบแสง พรพรรณเป็นนักออกแบบแสงที่มีมุมมองสุดล้ำ เธอได้ฝากผลงานการออกแบบแสงกับงาน “Fever Room” ของอภิชาตพงศ์ วีระเศรษฐกุล และเป็นทีมงานหลักในการบุกเบิกงานเชิงทดลองอื่นของผู้กำกับดังด้วย มาสะมิทสุ อาระกิ รับหน้าที่ออกแบบเสียง มาสะมิทสุเป็นซาวด์อาร์ติสต์ที่มีประสบการณ์ทั้งการสร้างสรรค์งานอินสตอลเลชั่นและงานเพอร์ฟอร์มานซ์

และปิดท้ายด้วย ทาคุยะ มัทสึมิ รับหน้าที่ออกแบบภาพเคลื่อนไหว ทาคุยะเป็นหนึ่งในสมาชิกกลุ่ม contact Gonzo ร่วมกับยูยะ นอกจากนี้ยังเป็นที่รู้จักในฐานะนักออกแบบกราฟฟิก และช่างภาพอีกด้วย

ทั้งโทชิกิ อุทิศ นักแสดงทั้ง 11 คน ร่วมด้วยทีมงานสร้างสรรค์ดังกล่าวใช้ชีวิตอยู่ในยุคปัจจุบันร่วมกัน ผลงานที่ออกมาจากการสร้างสรรค์ด้วยสายตาของพวกเขา จะต้องเป็นงานที่ขยายขอบเขตขนบงานศิลปะการละครไปอีกแน่นอน

 

 

เรื่องย่อ

 

 

“ร่างของปรารถนา” นวนิยายต้นฉบับโดย อุทิศ เหมะมูล [ ตีพิมพ์ โดย สำนักพิมพ์จุติ เดือนมิถุนายน 2560]

 

ในปี 2559 ชายหนุ่มนามวารีได้ติดต่อเข้าสิง ศิลปินที่อาศัยอยู่กรุงเทพฯ ผ่านทางเฟซบุ๊ค เข้าสิงรับวารีเป็นนายแบบของตัวเอง เข้าสิงวาดภาพของวารี พลางปฏิเสธที่จะมีความสัมพันธ์กับวารี เนื่องจากความคิดของเขาที่ว่า แบบไม่ควรมีชีวิตของตน ในขณะเดียวกัน เข้าสิงเล่าเรื่องราวในอดีตซึ่งเต็มไปด้วยความรักใคร่และกามารมณ์ให้วารีฟัง เรื่องราวรัฐประหารในปี 34 จนถึง พฤษภาทมิฬปีถัดไป กับกวีสาว เรื่องราววิกฤตการเงินในเอเชียในปี 40 กับเพื่อนร่วมชั้นของมหาวิทยาลัยศิลปะ เรื่องราวรัฐประหารในปี 49 และความสัมพันธ์สามเสากับศิลปินสาวซึ่งเป็นอดีตเด็กนอกและหนุ่มพนักงานร้านเช่าวีดีโอ สายสัมพันธ์ที่เข้าสิงสานกับผู้คนต่าง ๆ ล้วนเกี่ยวโยงกับความเป็นไปของร่างกาย ความปรารถนา และศิลปะ และฉากหลังของภาพเสนอเหล่านี้ล้วนมีการเมืองของประเทศไทยตลอด แม้แต่ความสัมพันธ์กับวารีเอง ก็มีรัฐประหารปี 57 อยู่เบื้องหลัง เข้าสิงปรารถนาที่จะจับความเป็นนิรันดร์ไว้ในภาพที่ตนวาด แต่ตรงกันข้าม ผู้คนที่เข้าสิงพยายามสัมพันธ์กัน ทุกคนในชีวิตเข้าสิงต่างห่างหายลับไปจากเขา เป็นนวนิยายที่พรรณนาถึงโครงร่างและความปรารถนาของเรือนร่างมนุษย์และเรือนร่างของชาติ ผ่านความแปรเปลี่ยนของการเมือง ศิลปะ และซับคัลเจอร์ในประเทศไทย

 

 

ความคิดเห็นของศิลปิน

 

จากโทชิกิ โอกาดะ

นวนิยายที่สานขึ้นโดยอุทิศ เหมะมูล เปี่ยมล้นไปด้วยพลังที่ก่อกำเนิดจากโทสะและความโศกเศร้า เป็นนวนิยายที่พรรณนาถึงประสบการณ์แห่งความรักใคร่และกามารมณ์ ประสบการณ์ที่เกี่ยวโยงกับศิลปะในครึ่งชีวิตของศิลปินคนหนึ่งซึ่งใช้ชีวิตในสังคมไทยร่วมสมัย และอีกทั้งประสบการณ์การต่อสู้ การเปลืองกายเปลืองจิต ความเสียหาย การถูกลดคุณค่า และการหมดเรี่ยวแรงและชีวิตชีวา ท่ามกลางสถานการณ์ทางสังคมการเมืองและสังคมที่สั่นสะเทือนและแปรปรวนอย่างรุนแรง เป็นนวนิยายที่เข้มข้นและหนาแน่นอย่างน่าตกตะลึง เร่าร้อนและท้าทาย จริงจังแทบจะปวดร้าว ผมกำลังจะทำละครเวที โดยมีนวนิยายดังกล่าวเป็นต้นฉบับ

การที่ชีวิตคนเราถูกกักขังไว้ในร่างกาย การที่ชีวิตคนเราถูกกักขังไว้ในความปรารถนาแห่งร่างกาย การที่ชีวิตคนเราถูกกับขังไว้ในความเป็นชาติ การที่ชีวิตคนเราถูกกักขังไว้ในความปรารถนาของชาติ การที่คนเราไม่สามารถออกจากความกักขังนี้ได้และต้องต่อสู้กับชีวิต เราเหนื่อยล้า และแก่ชราลง เหล่านี้คือปัจจัยต่างๆ ที่ผมตั้งใจบันดาลขึ้นมาให้เป็นรูปธรรมบนเวที ด้วยการสร้างละครเวทีรูปแบบที่ไม่มีใครเคยเห็น

(เดือนมิถุนายน ปี 2561 โทชิกิ โอกาดะ)

 

จากอุทิศ เหมะมูล

การได้เห็นนวนิยายของตัวเองถูกถ่ายทอดเป็นละครเวที มากยิ่งกว่าความน่ายินดี คือความปรารถนาในใจนั้นเป็นจริงขึ้นมา เนื้อหาเรื่องราวเต็มไปด้วยเรื่องท้าทาย ต้องห้าม ในสังคมที่กดทับ พูดไม่ได้ ไม่ให้พูด และขาดอิสรภาพ เป็นเรื่องเปราะบางและแหลมคมอย่างยิ่ง ดังนั้นการที่บทประพันธ์ได้รับความไว้วางใจนำไปดัดแปลงเป็นละครเวที และอยู่ในมือของผู้กำกับละครอย่าง Toshiki Okada ผู้ซึ่งเปี่ยมด้วยวิธีคิด มุมมองของพลังสร้างสรรค์ทางศิลปะ ความรู้สึกต้องห้ามและท้าทายนี้ จึงเป็นสิ่งที่น่าจับตา จดจ่อ

ในฐานะที่เราทั้งสองคนเป็นศิลปิน ความต่างของเชื้อชาติ สังคมที่เราอยู่อาศัย และภาษาสื่อสาร แม้จะแตกต่างกันอย่างไร แต่เมื่อเราทั้งสองคนเริ่มสร้างงานศิลปะ ก็เหมือนมีจุดร่วมเดียวกัน – ไต่ไปบนเส้นลวด ที่ทั้งเปราะบางและท้าทาย เพื่อจะได้ออกลวดลายลีลาดั่งนาฎกรรม เพื่อจะมีชีวิตอย่างสง่างาม – ในการสร้างสรรค์งานศิลปะ

จึงไม่ควรพลาดชมละครเวทีเรื่องนี้ ด้วยประการทั้งปวง

 

(เดือนกรกฎาคม ปี 2561 อุทิศ เหมะมูล)

 

 

ประวัติ

 

นวนิยายต้นฉบับ : อุทิศ เหมะมูล

อุทิศ เหมะมูล เกิดเมื่อปี 2518 ภูมิลำเนาเดิมเป็นคนแก่งคอย จังหวัดสระบุรี จบการศึกษาระดับปริญญาตรี จากคณะจิตรกรรมประติมากรรมและภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร มีความสนใจในศิลปะหลากหลายแขนงสาขา ทั้งทัศนศิลป์ วรรณกรรม ภาพยนตร์ และดนตรี เคยเป็นดีเจ ทำภาพยนตร์สั้น ผู้กำกับศิลป์หนังไทย สุดท้ายลงเอยด้วยการเขียนหนังสือ ผลงานสร้างชื่อให้เป็นที่รู้จักในวงกว้างคือนวนิยายลำดับที่สาม ลับแล, แก่งคอย ได้รับรางวัลดีเด่นเซเว่นบุ๊กอวอร์ด ครั้งที่ 6 และรางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียน (ซีไรต์) ประจำปี พ.ศ. 2552 และได้รับการพูดถึงว่าเป็นหนึ่งในบุคคลสำคัญแห่งประเทศไทยโดยCNNGo ในปี 2556 ได้รับเชิญไปพูดคุยร่วมกับอภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล ผู้กำกับไทยในงาน “Work in Memory” ซึ่งจัดขึ้นโดย Kyoto City University of Arts Art Gallery @ KCUA เขาได้เขียนนวนิยายขนาดกลางเรื่อง “Kyoto: Hidden Sense” ผ่านการแลกเปลี่ยนกับศิลปินญี่ปุ่นอีก 6 คนในงานนี้ด้วย ปี 2557-2558 เป็นบรรณาธิการนิตยสารวรรณกรรมไทยสองเล่ม คือ Writer Magazine (ยุคที่ 3) และ ‘ปรากฏ’ วารสารวรรณกรรมไทยร่วมสมัย ของ สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย (สศร.) กระทรวงวัฒนธรรม ปี 2560 ตีพิมพ์นวนิยาย ร่างของปรารถนา (ใช้ชื่อ”ร่างของปรารถนา”ในฉบับไทย และ “Silhouelette of Desire” ในฉบับอังกฤษ) ในปีเดียวกันนี้เอง และจัดนิทรรศการภาพร่างและภาพวาดของเขาด้วยชื่อ “Silhoulette of Desire” ในกรุงเทพ

ผู้เขียนบทและผู้กำกับ : โทชิกิ โอกาดะ

เกิดปีพ.ศ. 2516 ณ โยโกฮามา ปัจจุบันพำนักอยู่ที่จังหวัดคุมาโมโต ประเทศญี่ปุ่น เอกลักษณ์ในการแหวกขนบการละครแบบดั้งเดิมของเขา ทำให้ผลงานของโทชิกิเป็นที่จับตามอง ผลงานละครเวทีเรื่อง“Five Days in March” ของเขาได้รับรางวัล Kishida Kunio Drama Award ครั้งที่ 49และได้การจัดแสดงที่เมืองไทยเมื่อปี 2553 ณ ภัทราวดีเธียเตอร์อีกด้วย เขาได้เขียน “ณ จุดสุดท้ายของวาระพิเศษที่เราได้รับมา”เป็นงานเขียนนวนิยายชิ้นแรก ซึ่งได้รับรางวัล Oe Kenzaburo ครั้งที่ 2 ผลงานเด่นอื่นๆ ของโทชิกิได้แก่ “Current Location” และงานเขียนทฤษฎีละครต่างๆ ตั้งแต่ปี 2559 เป็นต้นไป โทชิกิจะขึ้นแท่นเป็นผู้กำกับประจำของโรงละครขนาดใหญ่ในประเทศเยอรมนีเป็นเวลา 3 ซีซั่น

ซีโนกราฟเฟอร์ : ยูยะ ทซึกะฮาระ

ยูยะ ทซึกะฮาระ เกิดเมื่อปี 2522 ที่เมืองเกียวโต จบการศึกษาแผนกวิชาศิลปะ ภาควิชาวรรณคดีศึกษา จากมหาวิทาลัย Kwansei Gakuin ในปี 2547 ปัจจุบันอาศัยอยู่ที่เมืองโอซากะ เขาได้ก่อตั้งกลุ่ม contact Gonzo ร่วมกับนักเต้นนามว่า    มาซารุ คาคิโอะ ในปี 2549 ณ เมืองโอซากะ กลุ่มของยูยะเริ่มแสดงครั้งแรกตามสวนสาธารณะและข้างถนน ลักษณะการแสดงคือการสัมผัสและปะทะของร่างกายแบบด้นสด ดูคล้ายการชกต่อย เขาให้นิยามสิ่งนี้ว่า “ปรัชญาของความเจ็บปวด และกลวิธีการสัมผัส” ในฐานะศิลปินเดี่ยว ยูยะเป็นผู้ออกแบบโปรแกรมการแสดงของ “KOBE-Asia Contemporary Dance Festival” ที่จัดโดย NPO DANCE BOX และ นิทรรศการ “Tokyo Art Meeting V Seeking New Genealogies−Bodies / Leaps / Traces” ของ Museum of Contemporary Art Tokyo  ในปี 2557  นอกจากนี้ เขายังมีผลงานที่ชื่อว่า “Trilogy for Nukamuri Jamipos my future friend” เป็นผลงานการแสดงที่สร้างขึ้นภายใต้โครงการการแสดง “PLAY” ของ Marugame Genichiro-Inokuma Museum of Contemporary Art จัดแสดงต่อเนื่องเป็นเวลา 3 ปี ตั้งแต่ปี 2557 อีกด้วย ยูยะเป็นศิลปินที่ได้รับทุนวิจัย Fellowship จาก The Saison Foundation ตั้งแต่ปี 2554 – 2561

ผู้ช่วยผู้กำกับ : วิชย อาทมาท

จบการศึกษาในสาขาภาพยนตร์จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และเริ่มต้นการทำงานในแวดวงละครเวทีในตำแหน่งผู้ประสานงานในเทศกาลละครกรุงเทพ 2551 จากนั้นจึงเข้าร่วมกับกลุ่มละคร New Theatre Society ในปีถัดมา ก่อนจะเริ่มทำงานสร้างสรรค์การแสดง ผลงานของวิชยมักใช้แนวทางทดลองและรูปแบบการนำ เสนอที่หลากหลาย โดยสนใจภาวะการจำและไม่จำของผู้คนในสังคมต่อเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ผ่านวันที่ในปฏิทิน วิชยร่วมก่อตั้งกลุ่มละคร For What Theatre ในปี 2558 เพื่อเป็นพื้นที่ในการตั้งคำถามต่อสภาวการณ์ในสังคมตลอดจนตัวการแสดงเอง โดยผลงาน In Ther’s View : a Documentary Theatre และ เพลงนี้พ่อเคยร้อง ได้รับรางวัลละครยอดเยี่ยม จากชมรมวิจารณ์ศิลปะการแสดง (IATC) ในปี 2558 และ 2559

 

 

ประวัติของนักแสดง

 

จารุนันท์ พันธชาติ

เริ่มรู้จักละครเวทีจากทีวี เข้าชมละครเวทีครั้งแรกก็ไม่อยากดูอีก จนได้ชมละครสัญจรของกลุ่มมะขามป้อม เรื่อง “เจ้าลอ หล่อล้ำ” ขณะศึกษาอยู่ภาควิชาการสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ คิดในใจว่าอยากทำละครแบบนี้บ้าง หลังจากนั้นก็ทำละครมาเรื่อยๆไม่เคยได้หยุด โดยทำหน้าที่หมุนเวียน ทั้งผู้ดูแลการผลิต, ผู้กำกับ, ผู้เขียนบท, และนักแสดง ส่วนผลงานการแสดงที่มีรางวัลคือจากภาพยนตร์สั้นเรื่อง “ชิงช้าสวรรค์” ได้รับรางวัลนักแสดงยอดเยี่ยมจากเทศกาล ShortShorts Film Festival & Asia 2016 และ เทศกาลภาพยนตร์สั้นครั้งที่ 20 โดยมูลนิธิหนังไทย นอกจากนี้ยังเป็น Co-artistic Director ของกลุ่มบีฟลอร์, ผู้ก่อตั้งกองทุนกู้ยืมเพื่อสร้างสรรค์ศิลปะการแสดง Take OFF และกำลังร่วมรวบรวมบทละครร่วมสมัยไทยเพื่อแปลและจัดพิมพ์ในชื่อกลุ่ม Collective Thai Scripts

ขมฌัษ เสริมสุขเจริญชัย

รู้จักกับศิลปะการละครเมื่อตอนศึกษาอยู่ชั้นปีที่ 3 คณะวิศกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผ่านการชักชวนจาก นก พรชนก กาญจนพังคะ (รุ่นพี่คณะนิเทศศาสตร์ จากนั้นได้มีโอกาสเข้ามาทำงานกับเดโมเครซี่ เธียร์เตอร์สตูดิโอ จากการชักชวนของ เอ๋ ภาวิณี สมรรคบุตร

โดยปกติแล้วเป็นนักออกแบบแสง และบางครั้งเป็นนักแสดง เคยได้รางวัลมาบ้างจากโปรดักชั่น Fundamental (รางวัลนักแสดงกลุ่มยอดเยี่ยม IATC Thailand Awards 2016) และ Boxes (รางวัลออกแบบศิลป์ยอดเยี่ยม IATC Awards 2014 ออกแบบแสง)

เชื่อว่าศิลปะจะช่วยให้สังคมน่าอยู่ขึ้น หวังว่าตัวเองจะได้มีส่วนช่วยให้สังคมน่าอยู่ขึ้นด้วยศิลปะได้

ขวัญแก้ว คงนิสัย

เป็นนักแสดงและนักร้อง เธอจบการศึกษาในสาขาการแสดงจากมหาวิทยาลัยกรุงเทพ และศึกษาต่อในด้าน Music Theatre จากสถาบัน Australian Institute of Music ประเทศออสเตรเลีย  นอกเหนือจากงานถนัดอย่างการร้องเพลงและพากย์เสียง ลูกแก้วยังเป็นนักแสดงผู้ผ่านประสบการณ์การทำงานหลากหลายทั้งละครเวที Musical รวมถึงละครโทรทัศน์  โดยมีผลงานที่ผ่านมา​ เช่น Cabaret, Chicago, Dreamgirls,  หลายชีวิต,​ ไกลกังวล​ musical​ on​ the​ beach, ข้าวนอกนา​ the​ musical,  แสงเทียน​ the​ candle light blues,  Dans La Nua, มาลีเริงระบำ, เป็นต่อ, บ้านนี้มีรัก, เซ็นสื่อรักสื่อวิญญาณ, the​ voice​ thailand​ season3,  the​ x factor 2018, etc.

ปัจจุบันลูกแก้วยังคงทำงานในฐานะนักแสดง นักร้อง และนักพากย์​ และยังคงไม่หยุดค้นหาประสบการณ์ใหม่ๆ อย่างทุ่มเทผ่านงานเพลงและงานแสดงที่เธอรัก

ภาวิณี สมรรคบุตร

นอกจากการทำงานด้านศิลปะการแสดงและละครเวทีในฐานะโปรดิวเซอร์ นักออกแบบแสง และผู้ร่วมก่อตั้ง Democrazy Theatre Studio ภาวิณียังเป็นนักแสดงมากความสามารถผู้ฝากฝีมือการแสดงของเธอไว้ในผลงานที่หลากหลาย โดยหลังจบการศึกษาในสาขาการละครจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และสาขาวาทวิทยาและสื่อ สารการแสดงจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ภาวิณีได้ร่วมงานกับกลุ่มละครต่างๆ ในประเทศไทยและได้ร่วมแสดงในผลงานของผู้กำกับทั้งในและต่างประเทศ อาทิ อัจจิมา ณ พัทลุง, นิกร แซ่ตั้ง, ประดิษฐ ประสาททอง,    วิชย อาทมาท, โอริสะ ฮิราตะ และ มิคุนิ ยานาอิฮาระ

ภาวิณีร่วมก่อตั้ง Democrazy Theatre Studio โดยผลิตและพัฒนาผลงานในด้านละครเวที ตลอดจนกิจกรรม เทศกาลละครและศิลปะการแสดงร่วมกับศิลปินนานาชาติ และยังคงทำงานในฐานะนักแสดงอย่างต่อเนื่อง

ศศพินทุ์ ศิริวาณิชย์

จบการศึกษาระดับปริญญาตรีและปริญญาโท สาขาภาษาอังกฤษคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เริ่มเป็นนักแสดงละครเวทีตั้งแต่ปี 2548 ศศพินทุ์ร่วมงานและฝึกฝนกับกลุ่มละครหลากหลาย จนได้มาฝึกฝนการแสดงแบบฟิสิคัลเธียเตอร์กับกลุ่มบีฟลอร์เธียเตอร์ตั้งแต่ปี 2552 ซึ่งเธอได้เป็นหนึ่งในสมาชิกหลักของกลุ่มบีฟลอร์และร่วมแสดงในโปรดักชั่นมากมายทั้งในและต่างประเทศ นอกจากฟิสิคัลเธียเตอร์แล้ว ศศพินทุ์ยังมีประสบการณ์การแสดงประเภทอื่นๆ ด้วย เช่น ละครพูด มิวสิคัล ละครเด็ก เชคสเปียร์ บูโต การเต้นร่วมสมัย เป็นต้น  และเริ่มสร้างสรรค์ผลงานของตัวเองตั้งแต่ปี 2556 และร่วมก่อตั้งกลุ่ม For What Theatre ในปี 2558

นอกจากการเป็นศิลปินเธอยังได้รับเชิญให้เป็นอาจารย์พิเศษและผู้นำเวิร์คช็อปด้านการแสดงที่เน้นการใช้ร่าง กายเป็นหลัก รวมถึงได้รับเชิญไปร่วมการประชุมและเทศกาลการแสดงในประเทศต่างๆ ในฐานะศิลปินและผู้จัดการด้านศิลปะการแสดง ล่าสุดเธอได้รับรางวัลการแสดงยอดเยี่ยมโดยศิลปินหญิงประจำปี 2560 โดยชมรมวิจารณ์ศิลปะการแสดง (IATC) และในปี 2561 เธอจะเข้าร่วมกับคณะผู้จัด Bangkok International Performing Arts Meeting (BIPAM) เป็นครั้งแรกในฐานะประธานคณะกรรมการอำนวยการศิลป์

ทัพอนันต์  ธนาดุลยวัฒน์

นักแสดง  ผู้กำกับ  และผู้เขียนบทละคร  จบการศึกษามาจาก คณะนิเทศศาสตร์  ภาควิชาวาทะวิทยาและสื่อสารการแสดง  จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  ทำงานในด้านละครตั้งแต่เริ่มเข้าเรียนมหาวิทยาลัย  โดยได้ลองทำงานทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลัง  และได้เข้าฝึกงานด้านละครเวทีกับคณะละครมรดกใหม่  โดยครูช่าง ชลประคัลภ์  จันทร์เรือง  ผมจบการศึกษาด้วยการส่งงานเขียนบทและกำกับละครเวทีเรื่อง แสนหวี LIVE

จากนั้นเริ่มทำงานฟรีแลนซ์เต็มตัวทั้งงานแสดงละเวที  ภาพยนตร์  ละครทีวี เช่น “ธีรราชา The Musical” “An Inspector Calls” “หลายชีวิต” “นักรบนาวี” “ของขวัญ” สายลับจับแอ๊บ บัลลังค์ ฯลฯ รวมถึงงานเขียนบทละครโทรทัศน์และเวที “สายลับจับแอ๊บ” “FINS จับหัวใจใส่คีย์รัก” “The judgement” “HEARTCALL”  ไปจนถึงงานกำกับละครเวที  “ทฤษฎีไม้ยมก” “ระหว่างรอรถประจำทางอีกสี่ร้อยปีกว่า” “เจ้าบ้าน The host story

ธีระวัฒน์ มุลวิไล

เป็นหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งและ Co- Artistic director ของกลุ่มละครบีฟลอร์ กลุ่มละครที่นำเสนอผลงานผ่านการเคลื่อนไหวร่างกาย เขาเป็นนักแสดงที่ไช้ร่างกายได้หลากหลายและเป็นผู้กำกับที่มากความสามารถ มีผลลงานอย่างต่อเนื่องมากว่า ๒๐ ปี  การแสดงทุกเรื่องของเขามักจะมีเนื้อหาเชิงสังคมการเมืองและประเด็นความรุนแรง ถ่ายทอดงานผ่านองค์ประกอบศิลป์ที่สวยงาม แต่กระตุ้นเตือนให้ผู้ชมได้ตื่นรู้ เขาได้  เพราะเขาเชื่อว่างานศิลปะจะเป็นสื่อกลางในการสร้างบทสนทนา และนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงสังคมให้ดีขึ้นในที่สุด

ธนพนธ์ อัคควทัญญู

จบการศึกษาจากคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน เอกภาพยนตร์และภาพถ่าย เริ่มทำละครครั้งแรกตอนเข้าปีหนึ่งจากชุมนุมศิลปะและการแสดงของธรรมศาสตร์และหลังจากนั้นก็ทำละครเรื่อยมาจนถึงตอนนี้ ปัจจุบัน มีกลุ่มละครชื่อ Splashing theatre company ซึ่งเริ่มก่อร่างสร้างตัวมาตั้งแต่ปี 2557 ผลงานที่ผ่านมา  Whaam!! (A Brief History of Unknown Astronaut) (2558), The Disappearance of The, Boy on a Sunday Afternoon (2559), Thou Shalt Sing : A Secondary Killer’s Guide to Pull the Trigger (2560), Teenage Wasteland : Summer, Star and the (lost) Chrysanthemum (2560), Albatross (2561)

ธงชัย พิมาพันธุ์ศรี

ธงชัย พิมาพันธุ์ศรี เป็นผู้ชื่นชอบการทำละคร ไม่ว่าจะเป็นละครพูด ละครมูฟเมนต์ ละครร้องไม่เวิร์กและละครใดๆแบบไหนก็ตาม จบการศึกษาจากคณะรัฐศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งดูไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆกับการทำละครเลย แต่พอดีตอนเรียนทำละครที่ชุมนุม TU DRAMA ได้มีโอกาสทำละครมากมายในปี 4 ของการศึกษาจึงได้ตั้งกลุ่มละคร Splashing theatre ขึ้นมาร่วมกับเพื่อนอีกสองคน แต่เมื่อจบการศึกษา ได้ผันตัวไปเป็นพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินเพราะกลัวว่าจะไม่มีงานไม่มีเงินและอดตาย แต่สุดท้ายก็รู้ตัวว่าไม่ชอบงานเซอร์วิสจึงออกจากงานและกลับมาทำละครอีกครั้ง

เววิรี อิทธิอนันต์กุล

จบจากคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และเลือกศึกษาในภาควิชาศิลปการละครตั้งแต่อยู่ชั้นปีที่สอง หลังจากเรียนจบก็ได้ทำละครเวทีมาโดยตลอด มีผลงานร่วมกับกลุ่มคณะละครเวทีในประเทศ เช่น คณะละครบีฟลอร์ เดโมเครซีเธียเตอร์สตูดิโอ พระจันทร์เสี้ยวการละคร สแปลชชิ่งเธียเตอร์  เป็นต้น เคยร่วมเป็นส่วนหนึ่งในงานที่ได้จัดแสดงในต่างประเทศ เช่น ประเทศญี่ปุ่น ประเทศเยอรมัน ประเทศสิงคโปร์ ปัจจุบันเป็นนักแสดงอิสระที่นอกจากการทำงานด้านละครเวที ยังมีผลงานโฆษณาและภาพยนตร์ เช่น ภาพยนตร์เรื่อง ดาวคะนอง ที่ได้นำไปฉายทั้งในประเทศและต่างประเทศอีกด้วย

วิชญ์วิสิฐ หิรัญวงษ์กุล

จบการศึกษาสาขาภาพยนตร์จากคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เริ่มอาชีพ การเป็นนักแสดงจากการรับบทนำในภาพยนตร์เรื่อง “รักแห่งสยาม” (2550) โดยมีผลงานภาพยนตร์และซีรีส์ทั้ง ในไทยและต่างประเทศ รวมถึงผลงานการเขียนเนื้อเพลงให้กับศิลปิน ภาพยนตร์ และมิวสิคัล

วิชญ์วิสิฐเริ่มต้นงานละครเวทีจากการเป็นนักแสดงในละครเวทีเรื่อง “ฉุยฉายสเน่หา” (2556) ก่อนจะก้าวสู่การทำงานในฐานะศิลปินผู้สร้างงาน โดยละครเพลง Cocktails The Musical (2559) ได้รับรางวัล Best Musical และ Best Performance By Male Artist จากงานประกาศรางวัลชมรมวิจารณ์ศิลปะการละคร (IATC) ล่าสุดวิชญ์วิสิฐมีผลงานการแสดงเดี่ยวในชื่อ Private Conversation : A Farewell To Love Of Siam (2560) ที่เขาเขียนบทและแสดงเอง ปัจจุบันวิชญ์วิสิฐทำงานในแวดวงละครเวทีในฐานะนักแสดง ผู้เขียนบท และผู้กำกับ โดยยังคงไม่ทิ้งงานเพลงและงานเขียนที่เขารัก

 

 

 

รายละเอียดของการแสดง

 

 

“ปรารถนา : ภาพเหมือนการเข้าสิง”

 

นวนิยายต้นฉบับโดย : อุทิศ เหมะมูล (ร่างของปรารถนา)

ผู้เขียนบทและผู้กำกับ : โทชิกิ โอกาดะ

ผู้ออกแบบงานศิลป์ : ยูยะ ทซึกะฮาระ

ผู้ช่วยผู้กำกับ : วิชย อาทมาท

 

 

นักแสดง : จารุนันท์ พันธชาติ, เขมฌัษ เสริมสุขเจริญชัย, ขวัญแก้ว คงนิสัย, ภาวิณี สมรรคบุตร, ศศพินทุ์ ศิริวาณิชย์,

ทัพอนันต์ ธนาดุลยวัฒน์, ธีระวัฒน์ มุลวิไล, ธนพนธ์ อัคควทัญญู, ธงชัย พิมาพันธุ์ศรี, เววิรี อิทธิอนันต์กุล, วิชญ์วิสิฐ หิรัญวงษ์กุล

 

 

*การแสดงเป็นภาษาไทยพร้อมคำบรรยายภาษาอังกฤษและญี่ปุ่น

 

 

รอบการแสดง

วันที่ 22 – 26 สิงหาคม พ.ศ. 2561

วันพุธที่ 22 สิงหาคม วันพฤหัสที่ 23 สิงหาคม วันศุกร์ที่ 24 สิงหาคม วันเสาร์ที่ 25 สิงหาคม วันอาทิตย์ที่ 26 สิงหาคม
13:30★ 13:30
19:30 19:30 19:30 19:30

★・・・มีเสวนาหลังจบการแสดง

 

สถานที่จัดแสดง

ศูนย์ศิลปการละครสดใส พันธุมโกมล  ชั้น 6 ณ อาคารมหาจักรีสิรินธร  คณะอักษรศาสตร์  จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ถนนพญาไท แขวงวังใหม่ เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร

 

 

ค่าบัตรเข้าชม ▶เปิดจำหน่ายบัตรเข้าชม วันที่ 11 กรกฎาคม 2561

สำหรับบุคคลทั่วไป ราคา 700 บาท   กรณีซื้อบัตรที่หน้างาน  ราคา 750 บาท

สำหรับนักศึกษา  ราคา 400 บาท      กรณีซื้อบัตรที่หน้างาน  ราคา 450 บาท

“Early Bird”  ราคา 550 บาท  (จองและการชำระเงินภายในวันที่ 31 กรกฎาคม 2561)

 

 

ช่องทางการจองบัตรเข้าชม

โทร : +66-(0)64 679 6768 (ไทยและอังกฤษ) / Email: pratthanabkk@gmail.com

Website: http://pratthana.net

 

สามารถติดตามข่าวสารและรายละเอียดของการแสดงได้ที่

 

Credits

ออกแบบเครื่องแต่งกาย : เคียวโกะ ฟูจิทานิ (FAIFAI)

ผู้ออกแบบแสง : พรพรรณ อารยวีรสิทธิ์

ผู้ออกแบบเสียง : มาซะมิสึ อารากิ

ผู้ช่วยผู้ออกแบบงานศิลป์และวิดีโอ : ทาคุยะ มัตสึมิ

ควบคุมเทคนิค : คาซูชิ โอตะ

ผู้แปลนวนิยายต้นฉบับ : โช ฟุกุโตมิ

ผู้แปลบทละคร : มุทิตา  พานิช

ผู้ร่วมแปล : ภัทรสร คูร์พิพัฒน์, มัทนา จาตุรแสงไพโรจน์

ล่าม : ภัทรสร คูร์พิพัฒน์, ไพบูลย์  ภัทจารีสกุล

ออกแบบสื่อ : ยาสุโวะ มิยามูระ / ภาพวาดต้นแบบสำหรับงานออกแบบสื่อ : อุทิศ เหมะมูล

อำนวยการสร้าง : อากาเนะ นากามุระ

ผู้จัดการฝ่ายผลิต : โยโกะ คาวาซากิ

ผู้ควบคุมผลิต : ทามิโกะ โออุกิ

ผู้ช่วยโปรดิวเซอร์ : เมกูมิ มิซูโนะ, พรจิตตรา วงค์ศรีสวัสดิ์

บัตรเข้าชม : จตุรชัย ศรีจันทร์วันเพ็ญ, นภัค ไตรเจริญเดช, ลัดดา คงเดช

ประชาสัมพันธ์ : เอริโกะ นิชิทานิ (รีเลย์รีเลย์)

ผลิตโดย The Japan Foundation Asia Center, precog co.,LTD., chelfitsch

สนับสนุน โดย Arts Council Tokyo (Tokyo Metropolitan Foundation for History and Culture), The Saison Foundation

สนับสนุนสถานที่ : ศูนย์ศิลปการละครสดใส พันธุมโกมล  คณะอักษรศาสตร์  จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, วิทยาลัยนวัตกรรมสื่อสารสังคม มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ, เดโมเครซี่ สตูดิโอ

ร่วมสนับสนับสนุน โดย ร้านหนังสือก็องดิด, Bangkok CityCity Gallery, all(zone), ARTIST+RUN GALLERY, หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร,

B-floor Theatre

รับรองโดยสมาคมญี่ปุ่นในประเทศไทย