Google
 
  ศิลปะและวัฒนธรรม
ร่วมเฉลิมฉลองปีแลกเปลี่ยนระหว่าง
ประเทศแม่น้ำโขงและญี่ปุ่น ด้วยนิทรรศการศิลปะร่วมสมัย
"สุก-ดิบ อาทิตย์อุไทย"
Twist & Shout สุก-ดิบ อาทิตย์อุไทย

หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพฯร่วมกับเจแปนฟาวน์เดชั่นนำเสนอนิทรรศการศิลปะร่วมสมัย "สุก-ดิบ อาทิตย์อุไทย" โดยศิลปินร่วมสมัยที่โดดเด่นชาวญี่ปุ่น

นิทรรศการศิลปะนี้นำเสนอระหว่างเดือนพฤศจิกายน 2552 ถึงเดือนมกราคม 2553 เป็นการแนะนำอย่างเป็นทางการให้สาธารณชนรู้จักกับผลงานของศิลปินญี่ปุ่นซึ่งได้รับอิทธิพล อย่างสูงจาก วัฒนธรรมสมัยนิยม (pop culture) อย่างเช่น การ์ตูนมังงะ และการ์ตูนอนิเมะ โดยเน้นให้เห็นถึงแนวทางสังคมและกระแสใหม่น่าสนใจที่เกิดขึ้นในวัฒนธรรมญี่ปุ่นในระยะเวลาไม่กี่ปีที่ผ่านมา

ผลงานอันหลากหลายที่นำมาจัดแสดงถูกคัดสรรโดย เคนจิ คูโบตะ ภัณฑารักษ์อิสระ และ โยโกะ โนเสะภัณฑารักษ์จากพิพิธภัณฑ์ศิลปะ โตโยต้า มิวนิซิเพิล โดยมุ่งหวังให้นิทรรศการ "สุก-ดิบ อาทิตย์อุไทย" นี้เป็นการสำรวจผลงานศิลปะที่สะท้อนให้เห็นถึงหลากหลายแง่มุมทั้งกรอบความคิดและสังคมของคนร่วมสมัย จากงานจิตรกรรม ศิลปะการจัดวาง วิดีโออาร์ต ประติมากรรม ภาพถ่าย หรือแม้แต่หุ่นยนต์ขนาดใหญ่สูงกว่า 7 เมตรตามด้วยหุ่นยนต์ขนาดจิ๋ว นิทรรศการร่วมสมัยนี้นำเสนองานทัศนศิลป์ที่ประกอบด้วยรายละเอียดทางศิลปะที่เปี่ยมไปด้วยพลังในการสร้างสรรค์ และแฝงความหมายล้ำลึกเกี่ยวเนื่องกับสังคมและประวัติศาสตร์ของญี่ปุ่น นิทรรศการนี้จะเป็นการรวบรวมผลงานกว่า 40 ชิ้นจากศิลปินญี่ปุ่น 17 คน

วัฒนธรรมญี่ปุ่นในรูปแบบของการ์ตูนมังงะ การ์ตูนอนิเมะ เกมส์ ดนตรี วรรณกรรม และภาพยนตร์ ไม่ใช่รูปแบบทางวัฒนธรรมรูปแบบเดียวที่ผ่านเข้ามากลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของผู้คนในสังคมไทยเท่านั้น แต่อิทธิพลนี้ยังได้แผ่ขยายไปถึง อาหาร เสื้อผ้า จนถึงที่พักอาศัย นิทรรศการ "สุก-ดิบ อาทิตย์อุไทย" จึงเป็นโอกาสให้ผู้ชมในวงกว้างสามารถมองเห็นและรับรู้ได้ถึงความสัมพันธ์ระหว่างวัฒนธรรมร่วมสมัยของญี่ปุ่นและจินตนาการที่เกิดขึ้นจากมุมมองทางศิลปะ และนอกจากงานศิลปะแล้วยังมีกิจกรรมเสวนาระหว่างศิลปินไทยและญี่ปุ่น รวมถึงการบรรยายจากศิลปินญี่ปุ่นต่อสาธารณชน โดยเฉพาะนักศึกษาไทย ซึ่งท้ายที่สุดจุดประสงค์ของนิทรรศการคือการก่อให้เกิดมุมมองที่เป็นประโยชน์ ในการสร้างความเข้าใจเพื่อกระชับความสัมพันธ์อันดีระหว่างไทยและญี่ปุ่นต่อไปในอนาคต

นิทรรศการ "สุก-ดิบ อาทิตย์อุไทย" เป็นส่วนหนึ่งของโครงการจากเจแปนฟาวน์เดชั่น เพื่อเฉลิมฉลองปีแลกเปลี่ยนระหว่างประเทศลุ่มแม่น้ำโขงและญี่ปุ่น เปิดให้ผู้สนใจเข้าชมระหว่างวันที่ 19 พฤศจิกายน 2552 ถึง 10 มกราคม 2553 ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร สี่แยกปทุมวัน เวลาทำการระหว่าง 10.00 น. - 21.00 น. วันอังคารถึงวันอาทิตย์ (หยุดทุกวันจันทร์) สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทรศัพท์หมายเลข 02-214 6630-8


Photo Courtesy Yayoi Kusama Studio
Photo Courtesy
Yayoi Kusama Studio
แวะชมงาน
“Twist & Shout” – สุก ดิบ อาทิตย์อุไทย
โดย โนเสะ โยโกะ,
ภัณฑารักษ์ พิพิธภัณฑ์เมืองโตโยต้า


ประเทศญี่ปุ่นและประเทศไทย มีความสัมพันธ์กันอย่างแน่นแฟ้นมาเป็นเวลายาวนาน ในประเทศไทย วัฒนธรรมญี่ปุ่นไม่ว่าจะเป็นอนิเมชั่นหรือการ์ตูน มีอิทธิพลและเป็นที่นิยมในหมู่คนรุ่นใหม่มากมายเกินกว่าที่เราจะคาดคิด สำหรับที่ญี่ปุ่น เป็นที่รู้กันดีว่าคนญี่ปุ่นซึ่งเคร่งเครียดกับสังคมที่แก่งแย่งชิงดีกันอย่างมากมาย ถูกดึงดูดจากประเทศไทยด้วยคำว่า "ไม่เป็นไร" และย้ายถิ่นฐานมาอาศัยอยู่ในไทย หรือที่เรียกกันว่า "โซโตโคโมหร" (กลุ่มคนที่มีพฤติกรรมหลีกเลี่ยงสังคมที่ตนอาศัยอยู่โดยการไปอาศัยอยู่ในต่างประเทศแทน) ในตอนแรกที่เราต้องการจะแนะนำศิลปินรุ่นใหม่อย่างเป็นระบบระเบียบเป็นครั้งแรกในประเทศไทย ประเทศซึ่งมีความสัมพันธ์พิเศษกับญี่ปุ่นเช่นนี้ เราได้พิจารณากันว่าควรจะนำเสนอแง่มุมไหนของประเทศญี่ปุ่นดี ในที่สุด เราก็ตกลงใจที่จะแนะนำศิลปินที่ยังอาศัยอยู่ในญี่ปุ่นและได้รับอิทธิพลจากอนิเมชั่นและการ์ตูนในปัจจุบัน ส่งผลให้ผลงานของพวกเขาแสดงออกถึงความขัดแย้งทางอารมณ์อย่างชัดเจน อย่างไรก็ดี เมื่อมองในอีกแง่มุมหนึ่ง เรายังต้องการแนะนำศิลปินที่อยู่ในสภาพแวดล้อมเช่นนี้ แต่ได้พยายามอย่างเต็มที่ในการหลีกหนีจากมัน หันหน้าเข้าเผชิญ และนำมนุษยธรรมกลับเข้ามาในสังคม นี่คือที่มาที่ไป ของนิทรรศการ "Twist & Shout - สุก ดิบ อาทิตย์อุไทย"

Giant TORAYAN, 2008 (c) YANOBE Kenji
Giant TORAYAN, 2008
(c) YANOBE Kenji

กล่าวกันว่า กลุ่ม "โซโตโคโมหริ" ซึ่งพำนักอาศัยอยู่มากในประเทศไทยนั้น เป็นประเภทหนึ่งของพวก "ฮิคิโคโมหริ" (หลีกเลี่ยงสังคม) แต่ในความเป็นจริงแล้ว การที่จะอาศัยในต่างประเทศได้จำเป็นต้องใช้ทักษะทางด้านการสื่อสารในระดับหนึ่ง เพื่อที่จะมีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนฝูงหรือคนในท้องที่เหล่านั้น ฉะนั้นจึงไม่อาจเหมารวมไปได้ว่าพวกเขาเป็นหนึ่งในพวกหลีกเลี่ยงสังคมได้ อย่างไรก็ตาม คำว่า "ฮิคิโคโมหริ" ก็ให้ภาพลักษณ์ของอนาคตที่มืดมน และดูเป็นแง่ลบในด้านผลิตผล แต่ญี่ปุ่นในปัจจุบัน มีการกล่าวถึง "พลังจินตนาการของฮิคิโคโมหริ" ซึ่งมาจากจินตนาการที่เกินจริงและขาดความสมจริงสมจัง ทำให้เกิดโลกใหม่จากจินตนาการที่บริสุทธิ์และมีอิสระเสรีเต็มที่

พวกเขารับรู้ได้อย่างเฉียบคมถึงสังคมปัจจุบันที่บิดเบี้ยว และใช้พลังจินตนาการที่มีอย่างเหลือเฟือนั้นสร้างภาพให้ทุกคนสามารถมองเห็นได้ ที่มาของผลงานของยาโนเบะ เคนจิ (1965-) มาจากพลังจินตนาการอันล้นหลามซึ่งได้มาจากสมัยเด็กที่มีทั้งอนิเมชั่น การ์ตูน และภาพยนตร์แนววิทยาศาสตร์ (Sci-fi) ยาโนเบะในยุคต้นทศวรรษที่ 90 เริ่มสร้างผลงานโดยใช้แนวคิด "Survival" (การเอาชีวิตรอด) เป็นหลัก ผลงานที่ออกมาคือหุ่นยนต์ที่สามารถถอดประกอบและแปลงร่างได้ อันเป็นผลพวงมาจากความหวาดกลัวต่อสงครามเย็นและระเบิดนิวเคลียร์ในยุค 90 สิ่งที่ทำให้โลกในจินตนาการอันรุนแรงของยาโนเบะเปลี่ยนแปลงไปได้นั้น มาจากการไปเยือนเมืองเชอร์โนบิลหลังจากที่เกิดเหตุการณ์โรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ระเบิดในปี 1986 เมื่อได้สัมผัสกับความเป็นจริงที่แสนเจ็บปวดตรงหน้า แนวคิดของยาโนเบะได้เปลี่ยนจาก "Survival" (การเอาชีวิตรอด) เป็น "Revival" (การฟื้นฟู) แทน เพื่อที่ผู้คนจะได้ค้นหาความหวังแม้ว่าจะอยู่ท่ามกลางความโศกเศร้ารันทด หลังจากนั้น "โทรายัง" หุ่นยนต์ที่พัฒนารูปร่างมาจากหุ่นเชิดของคุณพ่อของยาโนเบะ แต่สวมชุดป้องกันกัมมันตภาพรังสีและมีหนวดเล็ก ๆ ก็ถูกสร้างขึ้นมาให้โลดแล่นในโลกของยาโนเบะ ในนิทรรศการครั้งนี้จะมี ไจแอนท์โทรายัง ซึ่งเป็นหุ่นยนต์ขนาดใหญ่ที่มีความสูงถึง 6 เมตร มีหน้าที่ปกป้องคุ้มครองและตอบสนองต่อเสียงเรียกของเด็ก ๆ เท่านั้นจัดแสดงอยู่ด้วย นอกจากนี้ยังมีโทรายังตัวน้อย ๆ ที่ถูกมลภาวะต่าง ๆ ทำให้แปรสภาพไป กลายเป็นตัวเล็กจิ๋วเหมือนคนแคระ โทรายังที่ทั้งแสนน่ารักและน่ากลัวนั้น บางทีก็สร้างความบันเทิง แต่บางครั้งก็ช่วยเตือนสติให้เราร่วมมือกันสร้างโลกในอนาคตที่ดีกว่าเดิมขึ้นมา ไอดะ มาโคโตะ (1965-) วาดผลงานเกี่ยวกับสาวน้อยในการ์ตูนหรืออนิเมชั่น หรือภาพเมืองที่ตกอยู่ในวังวนของความปรารถนาในจุดสิ้นสุดของสังคมยุคทุนนิยม โดยมุ่งเน้นไปที่ต้นเหตุของปัญหาทางด้านจิตใจของญี่ปุ่นในปัจจุบันออกมาได้อย่างตลกขบขัน และเสียดสีในคราวเดียวกัน งานนิทรรศการครั้งนี้ เขามุ่งเน้นไปที่สาวน้อยผู้ยิ้มอย่างอ่อนหวานทั้ง ๆ ที่ในมือมีรอยแผลเป็นซึ่งหลงเหลือมาจากการทำร้ายตัวเอง และภาพปะติดขนาดใหญ่ที่เกิดจากการนำตัวการ์ตูนอนิเมชั่น ธนบัตร หมู่อพาร์ทเมนท์ ราเมน และอื่น ๆ มารวมกันเป็นรูปขนาดมหึมา ส่วนสิ่งที่มีรูปร่างเหมือนกับเครื่องราง " คุมาเดะ" ของญี่ปุ่นที่มีไว้สำหรับขอให้การค้าขายรุ่งเรืองนั้น มีที่มาจากการต้องการแสดงความปรารถนาในสังคมทุนนิยมที่ซุกซ่อนความอยากแบบเด็ก ๆ เอาไว้ให้ออกมาเป็นรูปธรรมอย่างชัดเจน

Blind date... don't smile just look at me, 2009 (c) SHIGA Leiko
Blind date... don't smile
just look at me, 2009
(c) SHIGA Leiko
นอกจากนี้ยังมีศิลปินอีกกลุ่มหนึ่งที่แตกต่างจากกลุ่มที่ใช้ "จินตนาการจากอนิเมชั่นและการ์ตูน" อย่างชัดเจน ศิลปินกลุ่มนี้จะเผชิญหน้ากับโลกแห่งความเป็นจริง สื่อสารกับผู้คน ผลักดันให้จิตวิญญาณและความเป็นหนึ่งเดียวกันที่พบเจอได้ยากยิ่งในปัจจุบันโผล่ออกมาให้เห็นได้ชัดเจนที่สุด และพากันมองย้อนกลับไปถึงความเป็นมนุษย์อีกครั้ง ชิงะ ริเอโกะ (1980-) รวบรวมภาพถ่ายจำนวนมากเกี่ยวกับคู่รักที่นั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ซึ่งเป็นภาพที่มักพบเจอบ่อย ๆ ในกรุงเทพฯ ผู้ชายจะเป็นคนขับและมองตรงไปข้างหน้า ส่วนผู้หญิงที่นั่งซ้อนท้าย จะกอดผู้ชายเอาไว้ แล้วมองมาทางกล้อง เป็นห้วงเวลาที่หญิงสาวส่งสายตามาทางกล้องจากรถจักรยานยนต์ที่วิ่งไปอย่างเต็มที่ รูปถ่ายของชิงะเปรียบได้กับเรื่องราวความรักที่ข้ามผ่านกาลเวลา และย้อนคืนอารมณ์ความรู้สึกที่สังคมปัจจุบันได้หลงลืมไปแล้วให้ออกมาอย่างสว่างสดใส

ทาคามิเนะ ทาดาสึ (1986-) อาศัยประสบการณ์จากละครเวทีเมื่อหน้าร้อนที่ผ่านมา จิตสำนึกที่มีต่อผู้อื่น แง่มุมต่าง ๆ ในการใช้ชีวิต พิจารณารวมไปถึงความเข้าใจซึ่งกันและกันในความแตกต่างระหว่างคนไทยและคนญี่ปุ่น และวางแผนที่จะอาศัยประสบการณ์เหล่านั้นในการสร้างสรรค์ผลงานชิ้นใหม่ขึ้นมาสำหรับการจัดแสดงครั้งนี้

เราหวังว่านิทรรศการครั้งนี้จะสามารถแสดงให้เห็นญี่ปุ่นในแง่มุมอื่น ๆ ที่นอกเหนือไปจาก "ความน่ารัก" และ "ประเทศแห่งวัฒนธรรมป็อบที่ยิ่งใหญ" ออกมาได้ โดยข้ามพ้นทัศนคติเหล่านั้นและแสดงถึงปัญหาต่าง ๆ ที่มีอยู่จริงในปัจจุบัน แสดงพลังจินตนาการของศิลปินอย่างล้นหลาม และรวมไปถึงพลังใหม่ที่จะช่วยให้เผชิญหน้ากับความเป็นจริงได้

   
เจแปนฟาวน์เดชั่น กรุงเทพฯ
ชั้น 10 อาคารเสริมมิตร ทาวเวอร์ 159 ถนนสุขุมวิท 21 กรุงเทพฯ 10110
โทร. (662) 260-8560-4 โทรสาร (662) 260-8565

copyright 2004-2009 The Japan Foundation, Bangkok
All rights reserved. No reproduction or republication without written permission